ปิงปอง กีฬาสุดฮิต 2019

ปิงปอง นอกจากเป็นเครื่องมือในการออกกำลังกาย นันทนาการ เพื่อความสนุก ผ่อนคลายแล้ว มันยังเป็นเครื่องมืออีกตัวหนึ่งที่เป็นสื่อกลางสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล หรือ กลุ่มก้อนอีกด้วย หลายคนรู้จักกัน สนิทสนมกันก็เพราะกีฬานี่แหละ หนึ่งในกีฬาที่เล่นง่ายมาก ทุกเพศ ทุกวัยเล่นได้หมด แต่หากจะว่ากันเรื่องกติกาสากลจริงๆหลายคนอาจจะไม่ค่อยรู้เท่าไร เพราะเล่นกันตามกติกาทั้งตั้งกันเองมากกว่า เพื่อให้รู้จักกีฬาชนิดนี้มากขึ้นเราจะมาแนะนำกฎ กติกาการเล่นปิงปองให้รู้จักกัน

ปิงปอง

ประวัติของกีฬาปิงปอง

สำหรับกีฬาชนิดนี้ประวัติต้องย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1890 ประเทศอังกฤษถือว่าเป็นต้นกำเนิดของกีฬาชนิดนี้เลยก็ว่าได้ ตอนนั้นอังกฤษได้สร้างไม้ตีขึ้นมา เป็นไม้มีลักษณะเหมือนไม้ปิงปองในปัจจุบันหุ้มด้วยหนังสัตว์ ส่วนลูกที่ใช้ในการตีเป็นลูกเซลลูลอยด์ ทำมาจากวัสดุพลาสติกกึ่งสังเคราะห์ ชื่อของกีฬาชนิดนี้ ปิงปอง มาจากเสียงของลูกปิงปองที่กระทบกับพื้นโต๊ะเวลาตีโต้กันไปมา ทำให้เกิดเสียง ปิ๊ก ป็อก จึงเรียกตามเสียงนี้ว่า ปิงปอง พอเริ่มเล่นได้สักพักกีฬาชนิดนี้ก็แพร่หลายไปทั่วยุโรป โดยตอนนั้นการเล่นยังไม่ได้มีเทคนิคอะไรมากนักเป็นการดันกันไปมากมากกว่าตบ ยุคนั้นมีการจับไม้สองแบบที่เราคุ้นเคยดีนั่นคือ จับไม้แบบจับมือ หรือ จับแบบจับปากกา (พัฒนาเป็นไม้จีนในเวลาต่อมา)

เมื่อกีฬานี้ได้รับความนิยมมากขึ้น ก็ทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นตามไปด้วย ไม้ปิงปองได้มีการพัฒนาหนังหุ้มจากหนังสัตว์มาเป็นหนังพลาสติกหุ้มแทนเพื่อให้สัมผัสตกกระทบกับลูกปิงปองทำได้ดีขึ้น ต่อมาปี ค.ศ. 1922 กีฬาปิงปองของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง เนื่องจากได้มีบริษัทกีฬาแห่งหนึ่งได้จดทะเบียนการค้าโดยเอาชื่อ ปิงปองไปใช้นั่นทำให้ต้องมีการเปลี่ยนชื่อใหม่ เลยมาลงตัวกับชื่อว่า เทเบิ้ลเทนนิส พร้อมกับก่อตั้งสหพันธ์เทเบิ้ลเทนนิสนานาชาติขึ้น ตรงนี้ถือว่าเป็นหมุดสำคัญของวงการเทเบิ้ลเทนนิสเลย เนื่องจากพอตั้งสหพันธ์ได้นั่นหมายความว่ากีฬาชนิดนี้ได้รับการยอมรับจากนานาชาติมากขึ้นแล้ว จนนำมาซึ่งการแข่งขันระดับนานาชาติอย่าง การแข่งขันเทเบิ้ลเทนนิสโลกครั้งที่ 1

หลังจากนั้นกีฬาชนิดนี้ก็แพร่หลายเรื่อยมา ตอนแรกกีฬานี้ยุโรปเก่งมากเพราะว่าแพร่หลายมาก่อน แต่หลังจากกีฬานี้แพร่หลายเข้าไปในจีน และญี่ปุ่น อะไรก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ใช้ความสามารถของตัวเองสร้างเทคโนโลยีหนังหุ้มไม้ปิงปองใหม่เพื่อให้เล่นได้ดียิ่งขึ้น ส่วนวิธีการเล่นพวกเค้าใช้การเคลื่อนไหวร่างกายที่รวดเร็ว เหมือนกับการเต้นฟุตเวิร์คของมวยมาเป็นการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐานเพื่อให้นักกีฬาของเค้าวิ่งไปรับลูกได้ไวรวมถึงบุกกลับได้อย่างรวดเร็ว จนทำให้ญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นมหาอำนาจในกีฬาปิงปองอยู่ช่วงหนึ่งเลย ต่อจากนั้น จีนเองก็เอากีฬานี้ไปพัฒนาต่อยอด ด้วยการดูวิธีการเล่นของญี่ปุ่นเป็นหลัก จากนั้นก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาจนต่อสู้เอาชนะญี่ปุ่นในกีฬาชนิดนี้ไปได้ ต่อจากนั้นทั้งสามก็กลายเป็นคู่แข่งมหาอำนาจในกีฬาชนิดนี้มาตลอดทั้งเทคนิคการเล่น และ การพัฒนาไม้ปิงปองให้มีคุณภาพ

กีฬาปิงปองในไทย

กีฬาปิงปองในไทย

ส่วนกีฬาปิงปองเข้าไปในประเทศไทยนั้นไม่ได้มีหลักฐานชัดเจนว่าตอนไหนอย่างไร และใครเป็นคนนำเข้ามาแต่หากจะนับหลักฐานที่พอจะเป็นเรื่องเป็นราวก็ต้องปี พ.ศ.2500 ที่มีการจัดตั้งสมาคมเทเบิ้ลเทนนิสแห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรก จนทำให้เกิดการแพร่หลายมากขึ้นในโรงเรียนก็มีการนำกีฬาชนิดนี้เข้าไปสอน รวมถึงได้มีการจัดแข่งชิงแชมป์ประเทศไทยถ้วยพระราชทานด้วย จากนั้นกีฬานี้ก็กลายเป็นกีฬาที่คนไทยรู้จักและเล่นกันแพร่หลายเรื่อยมา

วิธีการเล่นปิงปอง พร้อมอุปกรณ์ที่ควรมี

กีฬาปิงปองนั้นส่วนหนึ่งที่เล่นกันทั่วไป เพราะเป็นกีฬาที่เล่นง่ายมาก ไม่จำเป็นต้องเป็นโต๊ะปิงปองก็สามารถเล่นได้ อาจจะเป็นโต๊ะที่ทำขึ้นเอง เอาสิ่งของอย่างอื่นมาตั้งแต่เน็ตก็สามารถเล่นกันได้เลย นั่นทำให้เราเห็นเด็ก ผู้ใหญ่เล่นกีฬาประเภทนี้อย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตามนั่นเป็นระดับสมัครเล่นที่ไม่เคร่งครัดในกฎอะไรมากนัก แต่ถ้าเป็นระดับการแข่งขันอย่างเป็นทางการจะต้องมีการจัดกฏ กติกา กีฬาปิงปอง ให้ได้มาตรฐาน ซึ่งรายละเอียดมีดังนี้

โต๊ะปิงปอง

กีฬาปิงปองหากเป็นการแข่งขันระดับมาตรฐานเครื่องมืออุปกรณ์ก็ต้องให้เหมือนกันด้วยเพื่อให้ผลการแข่งขันใกล้เคียงกัน ว่ากันเรื่องโต๊ะเป็นอย่างแรก โต๊ะสำหรับแข่งขันนั้นจะต้องเป็นโต๊ะที่ทำจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐาน โต๊ะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีความยาวด้านละ 2.74 เมตร ความกว้าง 1.525 เมตร และโต๊ะจะต้องมีความสูงจากพื้น 76 เซนติเมตร พื้นผิวของโต๊ะจะทำมาจากหลายวัสดุแต่มีมาตรฐานอยู่ว่าจะต้องทำให้ลูกกระดอนขึ้นลงสม่ำเสมอมาตรฐานก็คือ ปล่อยลูกความสูง 30 เซนติเมตร ต้องทำให้ลูกกระดอนขึ้นมาอย่างน้อย 23 เซนติเมตร ส่วนเรื่องสีเราอาจจะเห็นเป็นสีเขียว หรือ ฟ้า ก็ได้ไม่บังคับ แต่ต้องมีเส้นขอบแสดงชัดเจน

ตาข่ายโต๊ะปิงปอง

เนตหรือตาข่าย หากเราเล่นกันเองทั่วไปก็อาจจะไม่เน้นอะไรมาก บางคนเอาอย่างอื่นมาทำหน้าที่แทนเนตก็มี แต่หากเป็นการแข่งขันจริงต้องใช้เนตให้ถูกต้อง มาตรฐานของเนตก็คือ จะต้องสูง 15. 25 เซนติเมตร

ลูกปิงปอง

มาว่ากันเรื่องลูกปิงปองบ้าง เรื่องนี้สำคัญเลยเพราะว่าเป็นสิ่งที่จะต้องใช้สำหรับการเล่นตลอดเวลา โดย ลูกปิงปอง จะต้องมีมาตรฐานดังนี้ ขนาดต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 มิลลิเมตร น้ำหนักโดยประมาณ 2.7 กรัม ลูกปิงปองจะต้องทำจากวัสดุเซลลูลอยด์ หรือ อย่างอื่นที่ใกล้เคียงกัน (อันนี้สำคัญมากเพื่อให้การเล่นไม่เพี้ยน) สีส้ม หรือ สีขาวก็ได้

ไม้ปิงปอง (ไม้เทเบิลเทนนิส)

ไม้ปิงปองเป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน เพราะว่าเป็นเครื่องมือในการเล่น โดยปกติเราจะเห็นไม้ปิงปองมีลักษณะเหมือนกันหมด แต่หากดูตามกฎแล้วเค้าไม่ได้กำหนดลักษณะของไม้เอาไว้ กำหนดไว้เพียงแค่ว่าหน้าไม้จะต้องแบนเรียบ และแข็งเท่านั้นเอง สองอย่างน้อย 85% ความหน้าของไม้จะต้องทำจากไม้ธรรมชาติ แล้วมีหน้าอย่างอื่นประกบเอาไว้ ซึ่งหน้ายางที่ประกอบนั้นทำมาจากยางสังเคราะห์สีแดง หรือ สีดำเท่านั้น (อันนี้สำคัญ เน้นและเป็นกฎ)

การเสิร์ฟปิงปอง

ใครเล่นกีฬาชนิดนี้จะรู้เลยว่า การเสิร์ฟเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากการเสิร์ฟดีโอกาสจะปิดเกมได้ตั้งแต่ลูกเสิร์ฟมีสูง หรือ บางทีอาจจะกำหนดวิธีการเล่นของฝ่ายตรงข้ามได้จากการเสิร์ฟเลย หากตีโต้มาไม่ดี เราก็สามารถปิดเกมได้เลย ดังนั้นการเสิร์ฟเลยต้องมีการกำหนดกฎไว้อย่างชัดเจน ขออธิบายที่จะเข้าใจแบบง่ายๆก็คือ หนึ่งเราต้องโยนลูกปิงปองในมือที่ว่างให้ลอยอยู่เหนือมืออย่างน้อย 16 เซนติเมตร สองจะสามารถตีลูกได้ก็ต่อเมื่อลูกลดระดับจากจุดสูงสุด สามขณะที่เสิร์ฟลูกนั้นจะต้องไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายบังลูกปิงปองกับฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถเคลื่อนไหวเตรียมตัวรับลูกเสิร์ฟได้

การรับลูกปิงปอง

เรื่องการรับลูก อาจจะมองว่าเป็นเรื่องง่าย แต่มีกฎกติกาบอกไว้ค่อนข้างชัดเจน หากเป็นการแข่งขันประเภทเดี่ยว ผู้เล่นจะต้องใช้ไม้สัมผัสกับลูกหลังจากลูกกระดอนโต๊ะแล้ว ตีกลับไปยังแดนฝ่ายตรงข้ามเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามเล่น สิ่งสำคัญก็คือ ผู้เล่นต้องระมัดระวังไม่ให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายสัมผัสกับโต๊ะ หากสัมผัสโดนจะเป็นการฟาล์วทันที การเล่นประเภทคู่ก็ใช้กฎเดียวกันแต่เพิ่มกติกาอีกข้อหนึ่งก็คือ แต่ละฝ่ายจะต้องผลัดกันตีด้วย ยกตัวอย่างเช่น ทีม ก. คนแรกตีไปให้กับ ฝ่าย ข.คนแรกรับ ฝ่าย ข. ตีโต้กลับมา ทีม ก. คนที่สองต้องเป็นคนรับ ตีโต้ กลับไปมาแบบนี้

นับคะแนนปิงปอง

การนับคะแนนปิงปอง

การได้แต้มจากกีฬาปิงปองนั้น นับไม่ยากเท่าไร แบ่งออกเป็นสองวิธีการใหญ่ หนึ่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถรับลูกจากฝ่ายตรงข้ามได้ สองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำฟาล์ว วิธีการแรกเข้าใจกันแบบง่ายก็คือ กรณีที่ฝ่ายตีโต้ลูกมาแบบถูกต้อง ฝ่ายรับไม่สามารรับได้ หรือ ตีโดนแต่ฟาล์ว ฝ่ายรับก็เสียแต้มให้ฝ่ายรุกไป
สองกรณีที่ฝ่ายรับลูก หรือ ฝ่ายที่ตีลูกทำฟาล์ว ก็จะเสียแต้มด้วยเหมือนกัน การเสียแต้มในลักษณะนี้ก็จะมี ตีลูกไม่โดน ตีโต้ลูกกลับไปมาอย่างไม่ถูกต้อง ตีลูกแล้วลูกออกนอกโต๊ะ ตีลูกแล้วไม่กระดอนลงในพื้นที่ตัวเอง หรือ กระดอนไม่ถูกต้อง ตีลูกไม้ข้ามแดน ตีลูกผิดลำดับการตี(ประเภทคู่) ร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งสัมผัสกับโต๊ะ หรือ ลูกปิงปอง หรือการตีลูกผิดวิธีอื่นที่กรรมการตัดสินว่าไม่ถูกต้อง

การนับคะแนนต่อเกม การเล่นปิงปอง หากเป็นการเล่นทั่วไป ส่วนใหญ่เกมหนึ่งเรามักจะเห็นว่าใช้ประมาณ 5 หรือ 7 คะแนนเท่านั้น (ใครได้คะแนนตามกำหนดก่อนเป็นผู้ชนะในเกมนั้น) แต่หากเป็นระดับการแข่งขัน จะแข่งขันกันที่ 11 คะแนน (ใครได้ก่อนก็จะชนะในเกมนั้นไป) แต่ถ้าผู้เล่นทำคะแนนเท่ากันที่ 10 คะแนน (ดิวซ์) จะแข่งกันต่อไปจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำคะแนนมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง 2 คะแนน ก็จะเป็นผู้ชนะในเกมนั้นไป แมทช์หนึ่งจำนวนเกมจะเป็นเลขคี่ขึ้นอยู่กับฝ่ายจัดการแข่งขัน แต่มักจะเป็นการแข่งแบบ 2 ใน 3 เกมส์ , 3 ใน 5 เกมส์ หรือ 4 ในเ 7 เกมส์แบบใดแบบหนึ่งเท่านั้นเพื่อกระชับเวลาการแข่งขัน

เครื่องแต่งกาย นักกีฬาปิงปอง

การแข่งขันกีฬาหากเป็นระดับที่เป็นทางการจะต้องมีการกำหนดเรื่องของเครื่องแต่งกายเอาไวด้วย เพื่อให้นักกีฬาเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว และเท่าเทียมกันด้วย การแข่งขันกีฬาเทเบิลเทนนิสเสื้อกำหนดไว้ว่า จะเป็นเสื้อแขนสั้น หรือ แขนกุดเท่านั้น (แขนยาวไม่อนุญาต) ส่วนกางเกงจะเป็นขาสั้น หรือ กระโปรงก็ได้ (ไม่อนุญาตกางเกงวอร์มขายาว) ด้านล่างนักกีฬาจะต้องใส่ถุงเท้า รองเท้าผ้าใบอย่างชัดเจนเพื่อให้การเคลื่อนไหวสะดวกขึ้น รายละเอียดของเสื้อผ้ากีฬาก็คือ จะต้องมีสีที่แตกต่างจากลูกที่ใช้ในการแข่งขัน(ขาว หรือ ส้ม) อย่างชัดเจน เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามมองเห็นลูกปิงปอง บนอกเสื้ออาจจะมีการติดเบอร์ หมายเลขสำหรับการแข่งขันได้ หรือ จะติดด้านหลังก็ได้ แต่ไม่ควรมีขนาดใหญ่เกินกว่า 600 ตารางเซนติเมตร นอกจากนั้นหากเสื้อจะมีลวดลาย ลายเส้นจะต้องไม่ทำให้อีกฝ่ายลายตา รบกวนสายตา สะท้อนแสง จนทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถมองเห็นลูกปิงปองได้ ส่วนการแข่งขันประเภทคู่นักกีฬาที่มาจากทีมเดียวกัน เสื้อกางเกง/กระโปรง จะต้องเหมือนกัน หรือ ทางเดียวกัน ยกเว้นถุงเท้า รองเท้าอาจจะแตกต่างกันได้ ในกรณีที่เป็นการแข่งขันระดับประเทศ หรือ ระดับนานาชาติ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องสวมชุดที่เป็นทางการจากประกาศแจ้งของสมาคมกีฬาเท่านั้น

สถานที่ในการจัดการแข่งขัน กีฬาปิงปอง

กีฬาปิงปองหากเล่นกันตามบ้าน ตามโรงเรียนทั่วไป อาจจะไม่อะไรมากนัก แต่หากเป็นการแข่งขันระดับที่เป็นทางการ สถานที่จัดการแข่งขันจำเป็นมากเลย เพราะการแข่งขันระดับนั้น นักกีฬาจะต้องใช้พื้นที่เยอะมากในการเล่น บางทีลูกกระดอนออกจากโต๊ะไปตั้งไกลเค้าก็ยังสามารถไปเก็บกลับมาเล่นได้ เลยต้องมีการกำหนดพื้นที่เอาไว้ให้ชัดเจน ซึ่งค่อนข้างกว้างหน่อย พื้นที่จัดแต่ละโต๊ะการแข่งขันจะต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 7 เมตร ยาวไม่น้อยกว่า 14 เมตร แล้วจะมีที่ปิดกั้นไว้ด้วยเพื่อความปลอดภัย สองระดับความสว่างของพื้นที่การแข่งขัน หากเป็นระดับนานาชาติอย่างโอลิมปิก ซีเกมส์ จะต้องมีความเข้มของแสงสม่ำเสมอไม่น้อยกว่ 1,000 ลักซ์ ส่วนพื้นที่อื่นในสนามต้องมีแสงไม่น้อยกว่า 500 ลักซ์ แต่หากเป็นการแข่งขันระดับรองลงมาอาจจะเหลือแสงสว่างบนโต๊ะไม่น้อยกว่า 600 ลักซ์ และ พื้นที่สนามต้องไม่น้อยกว่า 400 ลักซ์ ไม่เพียงเท่านั้นแสงสว่างจะต้องไม่มาจากแหล่งกำเนิดแสงอื่นนอกจากหลอดไฟเท่านั้น แสงจากดวงอาทิตย์ก็ไม่ได้ เพราะจะทำให้ผู้เล่นสับสนการมองเห็นพื้นสนามหากเป็นการแข่งขันระดับนานาชาติต้องทำมาจากวัสดุยางสังเคราห์เท่านั้น แต่หากเป็นการแข่งขันอื่นรองลงมาอาจจะอนุโลมได้ ส่วนเครื่องมือในการแข่งขันไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เนต ลูก และอุปกรณ์อื่นฝ่ายจัดการแข่งขันต้องเตรียมให้กับนักกีฬาให้เรียบร้อย ยกเว้นไม้ตีที่ผู้เข้าแข่งต้องเตรียมมาเองเพื่อลงแข่งขัน

การเลือกลูกปิงปองก่อนเริ่มการแข่งขัน

อีกหนึ่งอย่างที่เราอาจจะไม่ได้เห็นถ้าดูการถ่ายทอดสดการแข่งขันผ่านจอโทรทัศน์ นั่นก็คือ การสุ่มลูกก่อนการแข่งขัน ผู้เล่นจะต้องทดสอบลูกปิงปองที่ฝ่ายจัดการแข่งขันหาไว้ให้เพื่อจัดคัดเลือกเอาไว้ใช้ในการแข่งขัน โดยการทดสอบนั้นจะไม่สามารถไปทดสอบกับโต๊ะได้ ต้องทดสอบบนพื้นการแข่งขันแทน จากนั้นก็เอาให้กรรมการเพื่อสุ่มหยิบขึ้นมาเพื่อแข่งขัน แต่ถ้าระหว่างแข่งขันเกิดลูกปิงปองชำรุดเสียหาย หรือ กระดอนไปไกลเก็บไม่ได้ ผู้เล่นมีสิทธิ์แจ้งต่อกรรมการเพื่อเปลี่ยนลูกปิงปอง หรือ กรรมการสามารถสุ่มหยิบให้ผู้เล่นได้เหมือนกัน

กีฬาปิงปอง

การซ้อมก่อนเล่น

การแข่งขันหากเราเคยเห็น กรรมการจะให้มีการทดสอบพื้นที่สนามก่อนลงแข่งจริง เทเบิลเทนนิสเองก็เช่นกัน กรรมการมีสิทธิ์ให้ผู้เล่นแต่ละฝ่ายสามารถฝึกซ้อมบนโต๊ะแข่งขันจริงได้ไม่เกินคนละ 2 นาที จากนั้นก็เปลี่ยนฝั่งให้ผู้เล่นได้ซ้อมเท่ากัน แล้วจึงเริ่มเกม การซ้อมบนโต๊ะอาจจะขยายเวลามากกว่านั้นได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกรรมกา แต่พักระหว่างเกม ระหว่างเซตไม่สามารถซ้อมได้ อีกกรณีหนึ่งที่ให้ซ้อมได้ก็คือ ผู้เล่นเกิดเหตุขัดข้องต้องขอเปลี่ยนไม้ระหว่างการแข่งขัน (ผู้เล่นต้องพกไม้มาเอง) กรณีนี้ซ้อมได้เพียงแค่ตีโต้ไปมาสองสามครั้งเท่านั้นแล้วกรรมการก็จะให้เริ่มเล่นต่อจากเกมที่ค้างเอาไว้

การหยุดพักระหว่างเกม

ปิงปองเป็นกีฬาเกมสั้นๆที่คะแนนไม่มากนัก ทำให้การหยุดพักระหว่างเกมมีน้อยมาก ตามกติกาบอกว่า การแข่งขันจะต้องดำเนินไปเรื่อยๆจนกว่าจะจบเกม โดยช่วงหยุดพักหลังจากจบเกมจะได้เวลาพักประมาณ 1 นาทีก่อนจะขึ้นเกมใหม่ อีกกรณีหนึ่งก็คือ ผู้ตัดสินอาจจะอนุญาตให้นักกีฬาพักซับเหงื่อได้ เมื่อครบทุก 6 คะแนน หรือ ช่วงเปลี่ยนแดนกันในเกมสุดท้าย ส่วนการขอเวลานอกตลอด 1 แมทช์ ผู้เล่นสามารถขอได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น ครั้งละไม่เกิน 1 นาที หากกรรมการอนุญาตให้การขอเวลานอกเกิดขึ้นกรรมการจะชูใบขาวเพื่อเป็นสัญลักษณ์และวางใบขาวนั้นไว้บนโต๊ะฝั่งผู้เล่นที่ขอเวลานอก แล้วเก็บขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณบอกว่าเวลานอกหมดลงแล้ว อีกหนึ่งกรณีที่จะหยุดพักระหว่างเกมได้แบบฉุกเฉินก็คือ ผู้เล่นเกิดอุบัติเหตุระหว่างการเล่น หกล้ม ศีรษะฟาด เลือดออก หากเป็นแบบนี้กรรมการจะหยุดพักให้นักกีฬาปฐมพยาบาลก่อนเพื่อความปลอดภัยจากนั้นประเมินอาการหากแข่งต่อได้ก็แข่ง แต่หากไม่ไหวต้องยุติการแข่งขัน แต่ถ้าอาการที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่คาดว่าจะเกิดระหว่างเล่นอย่าง เหนื่อย อ่อนเพลีย ตะคริว แบบนี้กรรมการจะไม่หยุดเกมให้ ถือว่าเป็นสิ่งที่นักกีฬาต้องแก้ไขเอง

บทลงโทษด้านพฤติกรรม

การเล่นกีฬาทุกอย่างแน่นอนเรื่องของอารมณ์มีส่วนสำคัญอย่างมาก บางครั้งนักกีฬา ผู้ฝึกสอนอาจจะมีอารมณ์ไม่พอใจคำตัดสินของกรรมการ ไปจนถึงฟอร์มการเล่นของตัวเอง ซึ่งหากมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อย่างเช่น การตะโกนคำหยาบคาย การทำลายสิ่งของในบริเวณแข่งขัน กรรมการมีสิทธิ์ลงโทษตามลำดับก็คือ เตือน ตัดคะแนน(เพิ่มคะแนนให้ฝ่ายตรงข้าม) 1-3 คะแนน (ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งและการเตือน) เชิญออกจากสถานที่แข่งขัน และหากมาตรการดังกล่าวไม่เป็นผลยังทำพฤติกรรมเดิมซ้ำ กรรมการมีสิทธิ์ตัดสินให้แพ้การแข่งขันในแมทช์นั้นได้เลย รวมถึงรายงานพฤติกรรมต่อฝ่ายจัดการแข่งขันเพื่อลงโทษต่อไป

เรื่องน่าสนใจ

ไม่มีบทความ
ผิดพลาด. ไม่มีบทความ